เรื่องหลอนๆ สุดสยองวัญ ชวนขนหัวลุก
บางครั้งเรื่องจริงก็เหลือเชื่อกว่านิยายเสียอีกนะครับ นี้ บ้านเรามีผีอาฆาต,ความเชื่ออะไรน่ากลัว และที่เมืองนอกก็มีเหมือนกันนะครับ แถมบางเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่ฮิตในอเมริกา แต่แล้วจู่ๆ เรื่องนี้กับกลายเป็นเรื่องจริงซะนี้ ดังที่เห็นตัวอย่างต่อไปนี้
(Cammy จัดเองตามใจชอบ เหอๆ เรื่องนี้ผมอุตส่าห์หาจากหลายๆ ที่เลยนะนี้ และถามคนอื่นตั้งเยอะ
ใครลอกอะไรใส่เครดิตด้วยนะครับ ขอบคุณปอและนันที่มาช่วยแบ่งเบา)
เรื่องเล่า
มีชายคนหนุ่มคนหนึ่งเดินทางร้านขายของชำของสุภาพสตรีสูงอายุคนหนึ่ง
เขาเกิดไปสะดุดตาภาพถ่ายของชายคนหนึ่ง รูปก็ดูปกติดี
เด็กชายในชุดที่แต่งจนหล่อเนี้ยบ แต่มันดูแปลกๆไป เขาถามหญิงชราว่านี่ใครกัน
โอ!! หญิงชราตอบกลับ
พยายามจับแมวให้อยู่นิ่งๆในอ่างล้างจาน ดูไม่ออกเหรอว่าเขาตายแล้ว
แต่รูปนี้ดูดีนะ เธอว่ามั้ย??
เรื่องจริง!! (http://en.wikipedia.org/wiki/Post-mortem_photography)
มีประเพณีประหลาดๆ
เกิดขึ้นในประเทศยุโรปตะวันออกและบางที่ในสหรัฐครับ มันถูกเรียกว่า Post-mortem photography หมายถึงภาพหลังความตาย เป็นงานศิลปะมากกว่าธรรมดา
เพราะเป็นการจัดศพของคนที่ตายไปแล้วมาแต่งหน้าทำผม
แต่งตัวและถ่ายรูปให้เสมือนพวกเขามีชีวิต(ทำท่าเหมือนหลับนอนลึก)ก่อนนำไปฝัง
ซึ่งมีคนดังหลายคนได้รับการบริการแบบนี้เช่น ซีเรีย(Church) หัวหน้าบาทหลวงหลังตายก็ถูกนำมาตกแต่งเต็มยศและนำไปไว้ในโบสถ์งานศพของเขาเสมือนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ (1945 ) หรือนักโทษประหารบางคนที่ถูกประหารด้วยกิโยตินซึ่งเมื่อคอเขาขาดก็นำมาต่อใหม่และถ่ายรูปเอาไว้
เป็นต้น
ในยุคพระนางเจ้าวิคตอเรียศิลปะแบบนี้นิยมกับมาก
ส่วนมากลูกค้ามักเป็นลูกสาวหรือทารกซึ่งพ่อแม่เด็กรับไม่ได้ว่าพวกเขาตายไปแล้ว
เด็กที่ตายมักถูกจัดแสดงในการนอนพิงบนที่นอน หรือในเตียงนอนเด็ก
บ่อยบางครั้งการจัดท่ากับของเล่นโปรด ส่วนผู้ใหญ่จะวางท่ามากกว่าปรกติในเก้าอี้
โดยมีเสาค้ำบนเฟรมการออกแบบพิเศษ
ศิลปะนี้สาปสูญในศตวรรษที่ 19
แต่กระนั้นมันก็ยังมีให้เห็นอยู่ศตวรรษ 20 ในราชวงศ์ชั้นสูงบางแห่ง
ชู้รักไร้หัว (The Headless Lover)
เรื่องเล่า
หญิงท้องคนนึง บอกสามีของเธอว่า
ลูกในท้องไม่ใช่ลูกเขาแต่เป็นลูกของผู้ชายคนหนึ่ง ด้วยเหตุผลทั้งหมด
สามีเลยตัดสินใจตัดหัวชู้รักแล้วเอามาฝากภรรยาที่กำลังตั้งท้องแก่
มันเป็นเรื่องเล่าหลายแบบ แต่หลักๆแล้วมันก็แนวนี้แหละ
จ่าสิบเอก สตีเฟน แชพ (Sgt Stephen Schap) และ ไดแอน แชพ (Diane Schap) คู่รักพลเรือนทหาร ในค่ายที่เยอรมันนี ในปี 1993 เขากำลังยินข่าวดีเมื่อภรรยาเขาตั้งท้อง
แต่มันคงจะเป็นข่าวดีสุดๆ
หรอกถ้าสตีเฟนไม่ได้ทำหมัน.......(ตรูเป็นหมันแล้วมันท้องได้ไงฟ่ะะ)
ไดแอนจำต้องยอมรับว่าเธอไปมีชู้กับเพื่อนรักของสตีเฟน ชื่อ เกรกอรี่ โกลเวอร์
ธันวาคมตอนเย็น
ไดแอนตั้งครรภ์ในเตียงโรงพยาบาลเธอโทรศัพท์ถึงชู้รักเธอเกรกอรี่ และแล้วจู่ๆ
สายเขาก็ขาด ไดแอนไม่รู้อะไรเกิดขึ้นกับเขาในเวลานั้นแต่เธอไม่ต้องคิดนานหรอก
เพราะอีกชั่วโมงต่อมาสตีเฟนเข้ามาในห้องของเธอแล้วเขาก็ขว้างหัวสดๆ
ของเกรกอรี่จากกระเป๋าหิ้วใส่หน้าเธอ จากนั้นสตีเฟนก็พูดว่า
"ดูสิไดแอน
ฉันพาคนรักของเธอมาให้แล้ว เธอจะได้นอนกอดเขาทั้งคืนทั้งวัน สมใจเลยแหละ สตีเฟนกล่าวกับภรรยา
นี้เป็นการแก้แค้นที่สะใจสำหรับเขาแล้ว
ความตายในกลหลบหนี The Not-So-Death Defying Escapist
เรื่องเล่า
มีนักมายากลคนหนึ่งคิดกลหลบหนีโดยให้คนอื่นมัดเขาใส่กุญแจมือแล้วหย่อนให้ฉลามกิน
แต่แล้วเมื่อถึงเวลาแสดงจริงเขากลับลืมกุญแจ
ส่งผลให้เขากลายเป็นเหยื่อฉลามในที่สุด
เรื่องจริง ( http://www.aintnowaytogo.com/burrus.htm)
แน่นอนกลการหลบหนีนั้นมันเป็นกลอันตราย
นักมายากลหลายรายมักบาดเจ็บและเสียชีวิตจากกลนี้เสมอ
แต่เจ้าหมอนี้นั้นทำให้เราประหลาดใจ ชายที่ชื่อ เบอร์รุส (Burrus)
เบอร์รุสเป็นศิลปินกลหลบหนี
แต่หมองูก็ตายเพราะงูเมื่อเขาทำการแสดงกลครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา กลฝังทั้งเป็น โดยเขาจะทำหลบหนีจากหลุมฝังศพด้วยตัวเองของ
ในโลงศพแก้งในขณะที่ตัวเขาสวมกุญแจมือและคล้องโซ่อย่างหนาแน่นจากนั้นโรงศพนั้นถูกหย่อนลงในหลุมลึกถึงเจ็ดฟุต-สามฟิท
และมันก็ถูกกลบเหมือนครีมโรยหน้าขนมบนเค้ก
ไม่รู้เคล็ดลับของกลนี้เป็นอย่างไร
แต่ที่นี้หลายๆ คนก็ประหลาดใจเมื่อเบอร์รุสไม่ปรากฏตัวให้คนอื่นเห็น
หลายฝ่ายเห็นท่าไม่ดี พวกเขาเลยต้องรีบขุดโลงศพของนักมายากลคนนั้นออกมาดู
ก็พบว่าเขาตายคาที่เนื่องจากโลงศพของเขาแตก ดินหนักกว่า7ตันทะลักทับตัวเขาจนขาดอาการหายใจ
มีการสอบสวนในเวลาต่อมา
ดูเหมือนว่าเขาอาจถูกฆาตกรรม มีใครบางคนสับเปลี่ยนโลงให้มันเบาะบางลง
เพื่อเป็นการดับดาวรุ่ง แต่ปริศนาก็เป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน
หัวที่มีชีวิต (The Living Severed Head)
เมื่อโดนตัดหัว หัวของผู้ตายหลุดจากบ่า แต่แล้วหัวนั้นมันมีชีวิตอยู่
มันยังคงพะงาบๆ และมันเหลือบมองหน้าคนตัดอย่างอาฆาต!!
เรื่องจริง!! (http://www.straightdope.com/columns/read/1172/does-the-head-remain-briefly-conscious-after-decapitation)
เมื่อหัวเราหลุดจากบ่า
เรายังมีชีวิตอยู่ต่อได้ไหม เราสามารถกระพริบตา พะงาบๆ สมองยังทำงานได้ไหม
จากหลักฐานและผลวิจัย ผมขอบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ!! เหลือเชื่อครับ
ว่าหัวเราแม้จะโดนตัดคอแต่เรายังมีชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง
โดยสมองสามารถสั่งการได้ประมาณ 15 วินาทีหลังถูกตัดคอครับ
1794 เพชฌฆาตคนหนึ่ง ตัดคอนักโทษโจรกรรม Paul Marat จากนั้นเขาก็หยิบหัวเธอชูสูงขึ้นและตบแก้ม
และแล้วหัวที่ถูกตัดนั้นได้พูดคำว่า ไม่ได้(couldn)
1836 เพชฌฆาตชื่อคนหนึ่ง
ยอมรับว่าเขาเห็นหัวของนักโทษชื่อ Prunier กะพริบตามายังเขา
ใน 1879 แพทย์ทำการทดลองสูบเลือดสุนัขใส่เข้าไปในหัวฆาตกรชื่อ Menesclou หลังจากเขาโดนตัดหัวนานสามชั่วโมง
แต่แล้วเขาก็พบว่าหัวนั้นมีชีวิตอยู่ มันสั่นริมฝีปาก, ดึงหนังตา, และหัวทำท่าทางพูดแม้จะไม่มีคำออกมาก็ตาม
ใน 1905 จากหลักฐานต่างๆ
สามารถสรุปได้ว่าแม้ถูกตัดหัวแล้ว สมองของคุณ ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ
ได้หลายวินาทีก่อนที่จะตาย โดยหนึ่งในนั้นมาจากงานทดลองของดอกเตอร์ โบเรียคซ์ (Beaurieux) ผู้ซึ่งทำทดลองจากฆาตกรฝรั่งเศสชื่อ แลงกุยล์เลอ(Languille) หลังจากเขาถูกแท่นตัดคอนักโทษด้วยเครื่องประหารด้วยกิโยติน(แท่นตัดคอนักโทษที่ถูกออกแบบให้ประหารแบบมนุษยธรรม) ตาของ แลงกุยล์เลอ และปากยังคงขยับดำเนินต่อไปนานถึงห้าถึงหกวินาที
และต่อมาเมื่อโบเรียคซ์ ตะโกนชื่อนักโทษ ก็พบเรื่องน่าขนลุกเมื่อ ตาของ
แลงกุยล์เลอเปิดออกครั้งและจ้องมองเขา
แม้สมัยนี้กิโยตินถูกยกเลิกแล้ว
แต่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่นในเดือนมิถุนายนปี 1989
เมื่อคนสองคนนั่งแท็กซี่แล้วประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก เพื่อถูกตัดศีรษะออก
ส่วนอีกคนที่รอดได้พบเหตุการณ์น่าสยอง เธอได้เล่าเรื่องนี้หลังรอดชีวิตว่า
"หัวนั้นหงายหน้ามองฉัน
ฉันยังสังเกตว่า ปากของเขาพยายามพูดสื่อสารอะไรบางอย่างกับฉันอยู่
แม้ตอนนั้นฉันกำลังสับสน หวาดกลัวและเศร้าโศก แต่ฉันไม่พูดเกินความจริง
เขายังกะพริบตาและจ้องกับฉัน ก่อนที่หัวนั้นจะหลับตาลงและไม่ตื่นอีกเลย



